ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะเปิดให้บริการระบบประมวลผลกลุ่มเมฆหรือคลาวด์คอมพิวติงนาม Windows Azure ในวันที่ 1 มกราคมนี้ มั่นใจเสียงตอบรับเกินร้อยเพราะความต้องการซอฟต์แวร์และบริการออนไลน์นั้นมีมากมายล้นตลาด
       
       Azure คือแพลตฟอร์มออนไลน์ของไมโครซอฟท์สำหรับให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้เพื่อสร้างโปรแกรมออนไลน์หรือพื้นที่ไว้ให้ผู้บริโภคเก็บข้อมูลมหาศาลไว้บนอินเทอร์เน็ต โดย Azure นั้นเปิดให้ทดสอบแล้วตั้งแต่ 1 ปีที่ผ่านมา การประกาศครั้งนี้ของไมโครซอฟท์จึงหมายถึงการเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในปีหน้า
       
       ประธานฝ่ายซอฟต์แวร์และสถาปัตยกรรมของไมโครซอฟท์นาม เรย์ ออซซี่ (Ray Ozzie) ซึ่งรู้จักกันดีในนามผู้รับช่วงตำแหน่งต่อจากเจ้าพ่อบิล เกตส์ กล่าวถึงกำหนดการให้บริการ Azure ในงานประชุมนักพัฒนาของไมโครซอฟท์ Microsoft Professional Developers Conference เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยระบุว่าเดือนแรกของการให้บริการจะไม่มีการคิดค่าใช้จ่าย ซึ่งการคิดค่าใช้จ่ายจะเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์แทน
       
       ไมโครซอฟท์นั้นถูกมองว่าจะเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดคลาวด์คอมพิวติงซึ่งเป็นทิศทางใหม่ของวงการซอฟต์แวร์ศูนย์ข้อมูลทางไกล อย่างไรก็ตาม ไมโครซอฟท์นั้นออกตัวช้ากว่าอเมซอน (Amazon.com Inc) ซึ่งให้บริการพื้นที่เก็บข้อมูลมหาศาลบนอินเทอร์เน็ตแล้ว และกูเกิล (Google Inc) ซึ่งให้บริการซอฟต์แวร์ออนไลน์จำนวนมากไปแล้วแบบฟรีๆ ฯลฯ
       
       ไมโครซอฟท์นั้นเปิดตัว Azure Services Platform ครั้งแรกเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2008 ที่ผ่านมา ระบุว่าเป็นบริการแบบคลาวด์คอมพิวติง (Cloud Computing) ในด้านการพัฒนาแอพพลิเคชันแบบ On-demand หรือตามความต้องการ โดยจะให้บริการโฮสต์สำหรับใช้ในการประมวลผลและพื้นที่สำหรับเก็บข้อมูล พร้อมทั้งจัดเตรียมระบบสำหรับใช้ในการสร้างแอปพลิเคชันซึ่งประกอบด้วยระบบปฏิบัติการที่ชื่อว่า Windows AZure และชุดเครื่องมือสำหรับการพัฒนาระบบ คือ NET Services, SQL Services และ Live Services โดยทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะทำงานอยู่บนระบบโครงสร้างพื้นฐานใน Data Centers ของไมโครซอฟท์ ทำให้มีความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ยังสามารถขยายระบบและจัดการโดยผู้ใช้ได้

"องค์กรในไทยนิยมทำไพรเวท คลาวด์ใช้เอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นองค์กรสเกลใหญ่ มีแอพพลิเคชั่นซับซ้อนก็จะนิยมตั้งไอทีขึ้นมาแชร์ทรัพยากรใช้ ซึ่งก็คือ คอนเซปท์ของคลาวด์ หรือการทำให้โครงสร้างพื้นฐานไอทีที่มีอยู่สามารถถูกดึงมาใช้ให้ได้ ประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มใหม่ เช่น กรณีบริษัทสื่อสารที่ต้องพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ออกมาตอบสนองความต้องการของ ตลาด ก็ไม่จำเป็นต้องพัฒนาระบบไอทีใหม่ทุกครั้งเพื่อให้รองรับแอพพลิเคชั่นใหม่ แต่จะดึงพื้นที่ที่เหลือจากโครงสร้างเดิมที่มีอยู่ออกมาใช้ให้เต็ม ประสิทธิภาพ"
 
นายเรย์มอน เซียว ผู้อำนวยการ Program และ Alliance เน็ตแอพ ภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า ล่าสุดบริษัทได้พัฒนาสตอเรจเวอร์ชั่นใหม่ "ดาต้า ออนแทป8" พร้อมเทคโนโลยีและโซลูชั่นที่รองรับการพัฒนาระบบคลาวด์ในองค์กร
 
เขา ระบุว่า จุดเด่นของสตอเรจเวอร์ชั่นใหม่คือ สามารถเคลื่อนย้ายข้อมูล หรือเพิ่มสตอเรจได้อย่างอิสระ ไม่มีดาวน์ไทม์ โดยไม่ต้องปิดระบบเหมือนเช่นที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับใช้งานในองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิ ภาพระบบคลาวด์ในองค์กร
 
นายวีระ กล่าวเสริมว่า ปีนี้บริษัทมีลูกค้าที่เริ่มพัฒนาระบบคลาวด์ ทั้งแบบไพรเวท คลาวด์ และพับบลิค คลาวด์ รายใหญ่แล้ว 2 ราย และกำลังนำเสนอโซลูชั่นให้อีกหลายองค์กร โดยคาดว่าบริษัทจะมีส่วนแบ่งตลาดติด 1 ใน 3 ภายในสิ้นปีนี้

"ไมโครซอฟท์" เตรียมอัดฉีดงบฯการตลาดสนับสนุนพาร์ตเนอร์เต็มสูบ หลังบริษัทแม่เพิ่มงบฯการตลาดให้ประเทศไทยอีก 10% หลังทำผลงานดันยอดขายโตติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก พร้อมประกาศนโยบายยกระดับพาร์ตเนอร์ทั่วโลก สร้างเป็นเน็ตเวิร์กกว่า 5 แสนรายเชื่อมถึงกันสร้างโอกาสทางธุรกิจ พร้อมเตรียมแผนเปิดตัววินโดวส์ 7 เขย่าตลาดปลายเดือน ต.ค. ฟื้นกลยุทธ์ตลาดรีเทลอีกครั้ง



นางสาวปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2010 ของไมโครซอฟท์ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทได้รับจัดสรร งบประมาณการตลาดเพิ่มขึ้น 10% จากผลงานปีที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตมากที่สุดติด 1 ใน 5 ไมโครซอฟท์ทั่วโลกคือ 22% อยู่กลุ่มเดียวกับประเทศเวียดนาม อียิปต์ อาร์เจนตินา ทำให้ไมโครซอฟท์ไทยได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงงบประมาณทางการตลาดเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทสามารถเพิ่มการสนับสนุนให้กับพาร์ตเนอร์ทั้งด้าน รีเบตและกิจกรรมทางการตลาด ขณะที่ประเทศอื่นๆ ถูกปรับลดงบฯส่วนนี้

ดังนั้นไมโครซอฟท์จึงคงนโยบายการขยายช่วงเวลาเครดิตให้แก่พาร์ตเนอร์จาก 60 วันเป็น 90 วันต่อเนื่อง หลังจากที่ได้ดำเนินการมาแล้ว 6 เดือนเพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับพาร์ตเนอร์ และมีการปรับรีเบตที่เหมาะสมกับพาร์ตเนอร์เพื่อช่วยให้พาร์ตเนอร์มีการเติบโตมากขึ้น

รวมถึงมีการปรับโครงสร้างทีมงานที่ดูแลพาร์ตเนอร์ในไทย จากเดิมจะแบ่งทีมดูแลพาร์ตเนอร์ตามขนาดตลาด เช่น องค์กรขนาดใหญ่ เอสเอ็มอี ล่าสุดได้ยุบรวมเหลือเพียงทีมที่ดูแลพาร์ตเนอร์ทุกระดับเข้าไว้ด้วยกัน กับทีมที่ดูแลโออีเอ็ม เพื่อให้ง่ายในการติดต่อมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ไมโครซอฟท์ได้ยกระดับ "ไมโครซอฟท์ พาร์ตเนอร์ โปรแกรม" เป็น "ไมโครซอฟท์ พาร์ตเนอร์ เน็ตเวิร์ก" พร้อมกันทั่วโลก เพื่อให้การทำงานระหว่างพาร์ตเนอร์ด้วยกัน รวมถึงการทำงานกับไมโครซอฟท์และลูกค้ามีลักษณะเป็นเครือข่ายมากยิ่งขึ้น สามารถแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญระหว่างกันได้ พร้อมกับได้เพิ่มการบริการให้คำปรึกษา เพื่อช่วยให้พาร์ตเนอร์มีลักษณะเป็น trusted advisor รวมถึงเป็นการเพิ่มโอกาสของพาร์ตเนอร์ในการขยายไปตลาดต่างประเทศ

"ประโยชน์ที่ได้รับคือพาร์ตเนอร์ประมาณ 5 แสนรายทั่วโลกสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้มากขึ้น ลูกค้าสามารถหา พาร์ตเนอร์ตามความเชี่ยวชาญได้ง่ายขึ้น" นางสาวปฐมากล่าวและว่า

สาเหตุการปรับเปลี่ยนครั้งนี้เพราะจากสภาพเศรษฐกิจทำให้ความต้องการของลูกค้าเปลี่ยน บทบาทของพาร์ตเนอร์จึงต้องเปลี่ยนตาม รวมถึงช่วงปลายปีไมโครซอฟท์ จะมีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น วินโดวส์ 7 โปรแกรมออฟฟิศ และระบบเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ ทำให้ต้องมีการเทรนนิ่งพาร์ตเนอร์เพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือกับเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น

สำหรับประเทศไทยมีพาร์ตเนอร์ประมาณ 1,000 ราย โดยปีนี้จะโฟกัสพาร์ตเนอร์กลุ่มผู้พัฒนาซอฟต์แวร์อิสระ (ISV) และกลุ่มผู้ให้บริการติดตั้งระบบมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 70 ราย